ใครควรเข้าใจการ์ตูน ?
การ์ตูนมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนในสังคมทุกคนทั้งทางตรงและทางอ้อม การสร้างสรรค์และพัฒนาเพื่อนำการ์ตูนมาใช้ให้ได้ประโยชน์สูงสุดเป็นหน้าที่ของทุกคน การพัฒนาการ์ตูนจึงจะเกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องได้ ผู้ที่ควรเข้าใจการ์ตูนแบ่งเป็นกลุ่มๆได้ดังนี้
1.กลุ่มศึกษาและพัฒนาบุคลากร ผู้ที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ นักวิชาการด้านการสื่อสาร, ศิลปะ,การศึกษา มีหน้าที่รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์ (ภาคทฤษฏี)และศิลป์ (ภาคปฏิบัติ) ของการ์ตูนเพื่อนำ ไปถ่ายทอด สร้างบุคลากรการ์ตูน ที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ นักวิจารณ์ซึ่งเป็นการตรวจสอบความรู้ความ คิดเกี่ยวกับ การ์ตูนให้เป็นไปในทางที่ควร ถือเป็นการหาสร้างสรรค์ควบคู่( Complementary Contribution )
2.กลุ่มสร้างสรรค์สื่อการ์ตูน คือผู้ที่นำความรู้จากกลุ่ม แรกมาสร้างงาน ได้แก่ การ์ตูนนิสต์,จิตรกร,ประติมากร, นักออกแบบ,นักเขียน,นักเขียนบท,นักโฆษณา, นักคอมพิวเตอร์กราฟฟิก,โปรแกรมเมอร์,ผู้สร้าง / ผู้กำกับภาพยนตร์,นักแสดง
3.กลุ่มเผยแพร่ คือ ผู้ที่ทำงานด้านสื่อ ได้แก่ บรรณาธิการ,สำนักพิมพ์,ผู้จัดรายการโทรทัศน์, นักโฆษณา,เว็บมาสเตอร์,ผู้บรรยาย,ผู้จัดนิทรรศการ
4.กลุ่มสนับสนุนการเผยแพร่และพัฒนา
ฝ่ายเอกชน ได้แก่นักธุรกิจในฐานะผู้สนับสนุนการผลิต,และเผยแพร่การ์ตูนในสื่อต่างๆรวมทั้งสนับสนุน การพัฒนาโดยการจัดประกวด, การให้ทุนวิจัย ทุนการศึกษา ที่ม่ควรมองข้ามก็คือ พ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อสื่อการ์ตูน
ฝ่ายรัฐ ได้แก่ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้ที่ดูแล ด้านการศึกษา,ศิลปะ,วัฒนธรรม, และมาตรการส่งเสริมวิชาการวิชาชีพการ์ตูน เช่น ภาษี ลิขสิทธิ์ การให้ทุนวิจัย เป็นต้น
5.กลุ่มเสพ หรือใช้ประโยชน์จากการ์ตูน คือบุคคลทั่วไปทุกเพศทุกวัยที่จะไดรับประโยชน์จากสื่อการ์ตูนได้แก่ ความบันเทิง, ความรู้, ความคิดสร้างสรรค์, การพัฒนาสมองอย่างสมดุล, การพัฒนาบุคลิก,การเข้าสังคม,การสืบสานวัฒนธรรม ฯลฯ
.......................................................................................
ความ “เข้าใจการตูน”ในหนังสือเล่มนี้ อย่างไรเสียก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นความเข้าใจของผู้เขียน ต่อสิ่งที่เรียกว่า “การ์ตูน”ซึ่งเชื่อว่าเป็นตวามเข้าใจที่แตกต่างจากผู้อื่นเพราะถ้าเชื่อว่าเป็นความเข้าใจที่ตรงกันแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็ไม่มีความจำเป็น
เมื่อแรกที่คิดจะทำหนังสือเรื่องนี้ “เข้าใจการ์ตูน”ก็มีความตั้งใจว่าเป็นการชักจูงให้ผู้ที่ได้อ่านเห็นคล้อยตามความตั้งใจของผู้เขียน แต่หลังจากพยายามอยู่พักใหญ่ก็พบว่า การสื่อสารเพื่อชักจูงโดยอาศัยสื่อหนังสือ โดยไม่มีโอกาสแลเกเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์ คงเป็นไปได้ยาก จึงตัดสินใจใหม่ว่าจะเป็นการนำเสนอที่ได้รู้ ได้คิด มาให้ทราบตามลำดับที่ได้รู้ ได้คิด โดยพยายามเสนออย่างเป็นปรนัย (Objective) เท่าที่จะทำได้ เช่นเดียวกับการทำวิจัยเรื่อหนึ่ง
อย่างไรก็ตามที่จุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ มันก็ยังเป็นอัตนัย (Subjective) คือความรู้สึกผูกพันอันแนบแน่นระหว่าสงผู้เขียนกับการ์ตูน ซึ่งยาวนานตลอดชีวิต ดังนั้นสมมุติฐานเกี่ยวกับ”การ์ตูน”ที่กำหนดไว้ในใจแต่เบื้องต้นจึงเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าความรับรู้ของคนทั่วไปอยู่บ้างครั้นเมื่อปล่อยให้ความรู้ใหม่ๆ ไหลเข้ามารวมกัน ก็เกิดความเข้าใจนี้เปรียบดังแว่นที่ใช้ส่องแล้วเห็นอะไรๆ กระจะกระจ่างชัดเจนต่อเนื่องเป็นภาพเดียวกันไปตลอด
แม้ว่าการจัดทำหนังสือเล่มนี้จะไม่สมบูรณ์เท่าที่คิดไว้ แต่ก็หวังว่าเราคงจะได้เห็นภาพที่ใกล้เคียงกัน..